... แจ้งข่าว !

ขอแสดงความเสียใจ
บิดาคุณฎรินทร์ กิมสุนทร(วิศวฯ)   ถึงแก่กรรม

กำหนดสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา ๗ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กทม.
ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๘.๓๐ น.

กำหนดฌาปนกิจวันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๔.๐๐ น.


KU30,E26 ร่วมเป็นเจ้าภาพวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

มีอะไรมาใหม่ ดูได้ที่ Last Update, พูดคุยสัพเพเหระหรือทักทาย เชิญที่ ห้องกาแฟ
พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวหรือจะเล่าข่าว อ่านข่าว ฟังเพื่อนเล่า เข้าสโมสร เชิญที่ Forum

สวัสดีชาว KU 30

สวัสดีชาว KU30 ทุกท่าน…
        ขอขอบคุณที่ท่านได้มาเยี่ยม web site นี้  หวังว่าท่านคงจะได้ใช้ประโยชน์บ้างนะครับ หน้าข่าวสาร KU30 และ Forum ใน web นี้มีไว้สำหรับการสื่อสารระหว่างกัน หากจะมีคำแนะนำอะไร หรือต้องการแสดงความคิดเห็น หรือจะส่งข่าว/แจ้งข่าวถึงเพื่อนๆ ก็เชิญได้เลยนะครับ หรือหากจะคุยเรื่องสัพเพเหระก็เชิญได้ที่ห้องกาแฟ KU30
        สำหรับหน้านี้เดิมตั้งใจจะเอาไว้นำเสนอเรื่องราว, บทความ, ข่าวของมหา’ลัย, ข่าว ส.ม.ก. หรืออื่นๆที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ KU30 โดยบางเรื่องจะเปิดให้แสดงความเห็นกันได้ และจะ update อย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง จะทำได้แค่ไหนยังไม่รู้ แต่จะพยายามไม่ให้ท่านเสียเที่ยวที่แวะมา
และอย่าลืมลงชื่อในสมุดเยี่ยมด้วยนะครับ เพื่อที่เพื่อนๆจะได้รู้ว่าท่านก็ได้แวะมา

จาก :  Admin/Songchai P.
หมายเหตุ : เวบนี้อาจมี pop-up windows ขึ้นมาเพื่อแจ้งข่าวสาร กรุณาอนุญาตให้แสดงได้


โปรดอ่าน : ข้อควรรู้,กฎกติกาและมารยาท… อ่านต่อ… »

Tags: ,

ปาล์มกับยางแล้วเฮาจะเลือกใคร

โดย รศ.ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์  www.Kasetcity.com

ดร.เหลืองเล่าเรื่องเกษตร :  ปาล์มกับยางแล้วเฮาจะเลือกใคร

สำหรับหมู่เฮาชาวใต้แล้ว  ต้องบอกว่าโชคดีกว่าคนภาคอื่น เพราะดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย ปลูกอะไรก็ขึ้นได้ดี ราคาก็ถึงแม้ดีบ้าง ต่ำบ้างก็พอสู่ เกษตรกรชาวใต้ก็มีอันจะกินมากกว่าภาคอื่นๆ และที่สำคัญก็คือมีกินตลอดปีตลอดชาติ คนใต้มีพืชที่ปลูกเป็นเรื่องเป็นราว 2 อย่างหลัก นั่นคือ “ยางพาราและปาล์มน้ำมัน” ทั้ง 2 พืชนี้ มีคุณสมบัติพิเศษก็คือ มีการให้ผลผลิตตลอดเกือบทั้งปี และให้ผลผลิตยาวนานเป็น 25-30 ปี เพราะเป็นพืชยืนต้น ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 25-30 ปี  ข้อถกเถียงที่จะทำการตัดสินใจว่าจะเอาปาล์ม หรือยางนั้น ยัง “ไม่ชัดเจน” พวกชอบปาล์มก็จะว่าปาล์มดีกว่า ส่วนพวกที่รู้จักยางมานานๆก็จะว่ายางดีกว่า การเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจว่าจะปลูกอะไรนั้น สำคัญมาก ทั้งนี้ก็เพราะ ทั้ง 2 พืช เป็นพืชยืนต้น ปลูกลงดินแล้วก็คือปลูกแล้วปลูกเลย  ราคาผลผลิต เป็นเรื่องแรกที่เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ ก็ต้องมาลองดูว่าที่ผ่านๆมาเป็นอย่างไร และที่สำคัญก็คือ ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ต้นทุนการปลูก การบำรุงรักษาเป็นอย่างไร การใช้แรงงานเป็นอย่างไร ตลาดในประเทศและต่างเป็นเทศเป็นอย่างไร  สิ่งต่างๆเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนที่จะเป็นข้อมูลเพื่อให้คำตอบแก่ชาวสวนที่จะตัดสินใจปลูกปาล์ม หรือยาง ซึ่งที่กำลังเป็นคำถามอยู่ก็ไม่เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น เกษตรกรในภาคอื่นเขาก็มีคำถามนี้เหมือนกัน แต่ใครล่ะจะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ เพื่อเป็น “คำตอบสุดท้าย” แก่เกษตรกรไทย


ปลูกยางดีกว่าปลูกปาล์ม

ประเด็นที่จะพูดถึงนี้ เป็นเรื่องที่จะชื่นชมและเข้าข้างไปทางยางเพื่อเปรียบเทียบกับปาล์มน้ำมันในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทยเรา เรามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลก็จริง แต่พื้นที่ทำการเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง จะตัดสินใจปลูกยางทั้งทีต้องคิดให้ดี

ยางพารา เป็นพืชที่มีข้อได้ปาล์มน้ำมันในเรื่องแรก ก็คือ ชาวสวนเก่าที่โค่นแล้วต้องการปลูกใหม่ ก็จะได้รับการ”สนับสนุนทุน” และ “ปัจจัยการผลิต” จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวสวนในภาคใต้และภาคตะวันออก อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวสวนได้ทั้งทุน วิชาการ และพันธุ์ดีๆมาปลูก เป็นการปลูกในพื้นที่ปลูกเดิมที่หมดอายุไข  การสนับสนุนให้มีการปลูกในพื้นปลูกใหม่ก็มีอีกเหมือนกัน โดยการส่งเสริมให้ทุนการปลูกแก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกใหม่ “ภาคเหนือและภาคอีสาน” ซึ่งก็มีการปลูกไปแล้วเป็นล้านไร่ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เช่นกัน    เรื่องนี้เปรียบเทียบกับปาล์มแล้วดีกว่าเพราะต้นทุนยางในการปลูกน้อยกว่านั่นเอง

การเก็บเกี่ยวหรือการทำรายได้แก่ผู้ปลูกยางนั้น โดยปรกติ หลังจาก 6 ปี ไปแล้วจะยาวนาน 25-30 ปี โดยที่จะเก็บได้ทั้งปี จะเว้นบางช่วงที่ยางมีการพลัดและแตกใบใหม่เท่านั้น การเก็บเกี่ยวยางหรือที่เรียงกว่าการ “กรีดยาง” นั้น เขาทำกันวันเว้นวัน และหยุดในช่วงวันที่มีฝนตก ก็เพราะการปลูกยางนั้นสามารถให้ผลผลิตเกือบตลอดปีนี้เอง จึงเป็นข้อดีของยางที่ทำให้ชาวสวนมีรายได้ทั้งปี เปรียบเสมือนเป็นรายได้เช่นเดียวกับข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างที่มีเงินเดือนกินตลอดปี เอาเป็นว่าวันไหนอยากได้เงินก็ออกไปกรีดยาง อันนี้ถ้าจะพูดไปก็คือ ต้นยางแต่ละต้นเป็นตู้ “ATM” ของชาวสวน นั่นเอง

เรื่องของราคายางนั้นเท่าที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับดีมาตลอด ราคาเกิน 100 บาท นี้ ทำให้ผลตอบแทนดีน่าสนใจ  ตลาดยางนั้นค่อนข้างใหญ่ การส่งออกเป็นหลัก ตลาดก็มีทั้งในจีน ญี่ปุ่น และยุโรป เชื่อว่าความต้องการยางยังมีอยู่ ส่วนเรื่องราคานั้น สุดจะคาดเดาว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ เราเป็นประเทศที่ส่งออกยางมากที่สุดในโลกก็จริง เราปลูกยางมากที่สุดในโลกก็จริง แต่เราก็ยังไม่สามารถ “ตั้งราคายางเอง” ได้เลยสักครั้ง

การปลูกยางนั้น มีการดูแลรักษาน้อย เมื่อต้นยางมีอายุ 6 ปีที่สามารถกรีดได้แล้ว ดูแลเล็กน้อย แล้วก็มีการใส่ปุ๋ยเท่านั้นก็เพียงพอ ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งก้านสาขา ส่วนจะมีการให้น้ำกันบ้างก็แล้วแต่ชาวสวน ต้นทุนปุ๋ยก็เป็นปัจจัยหลักในช่วงหลังจากเปิดกรีดไปแล้ว เปรียบเทียบกับปาล์มซึ่งต้นปาล์มต้องมีการตัดแต่งทางใบในรอบปี

ยาง เป็นพืชที่ชาวสวนไม่ได้เก็บดอกหรือผล เรากรีดน้ำยางจากเปลือกต้นยาง ดังนั้นการเลือกพื้นที่ปลูก และการดูแลรักษาก็ไม่ต้อง “ซีเรียส” ว่าจะมีการออกดอก ไม่เหมือนกับปาล์ม เพราะต้นปาล์มต้องมีดอกมีผลมีลูกปาล์มจึงจะได้ผลผลิตที่ขายได้  การปลูกยางเพียงทำให้ต้นโต ออกน้ำยางเยอะๆก็พอแล้ว เรื่องนี้สำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะการเลือกพื้นที่ปลูกยางในภาคเหนือ ภาคอีสาน เราไม่ต้องไปดูว่าจะออกดอกตัวผู้ตัวเมียเหมือนปาล์ม ซึ่งก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าข้อจำกัดหรือที่เรียกว่าตัวตัดสินใจว่าจะปลูกปาล์มที่ไหนได้บ้างต้องดูปัจจัยที่ทำให้เกิดดอกตัวเมีย

การปลูกยางนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่เกษตรกรชาวสวนขนาดเล็กๆ เมื่อกรีดยางได้ก็มาทำยางแผ่นเองได้ในครัวเรือน พอมีจำนวนหน่อยหรืออยากได้ตังค์ ก็เอาไปขายในตลาด การปลูกในพื้นที่ใหม่ในภาคเหนือ ภาคอีสานไม่ต้องคำนึงถึงโรงงานเหมือนปาล์ม


ปลูกปาล์มดีกว่าปลูกยาง

ต้องยอมรับว่า ปาล์มน้ำมันก็เป็นพืชหนึ่งที่เป็นความหวังของเกษตรกรชาวสวนเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นในภาคใต้ และภาคอื่นๆที่มีการตื่นตัวในเรื่องของปาล์มเช่นกัน พวกที่ชอบปาล์มก็ว่าปลูกปาล์มดีกว่ายาง ปาล์มจะดีกว่ายางแค่ไหนก็ต้องมาดูกัน

ปาล์มน้ำมันที่ปลูกลงในสวนแล้ว สามารถให้ผลผลิต ซึ่งก็หมายถึงรายได้ของชาวสวน หลังจากปลูกลงในแปลง 3 ปี แตกต่างจากยาง ต้องรอถึง 6 ปี  ปาล์ม ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย แล้วก็สามารถเก็บปาล์มได้จนอายุ 25-30 ปี การให้ผลผลิตของปาล์มนั้น ได้เปรียบยาง เพราะเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี เฉลี่ยๆกันไป ไม่ต้องคำนึงถึงวันที่ฝนตก เหมือนยาง วิธีการเก็บเกี่ยวก็ง่าย สะดวก เพราะมีระบบการว่าจ้างแบบเหมาเป็นตัน โดยที่จะมีการจ้างการตัด ตันละ 300-500 บาท ซึ่งก็ยุติธรรมดีเหมือนกัน ระบบการว่าจ้างต่างจากยาง เพราะยางเป็นระบบ 50:50  การตัดยางได้มาก ก็จะต้องจ่ายเป็นค่าตัดที่สูงขึ้นเพราะเป็นสัดส่วนที่แบ่งรายได้กันของชาวสวนและคนกรีด การเข้าไปตัดปาล์มนั้นไม่ต้องเข้าไปตลอด วันเว้นวัน เพียงแต่ถ้าบริหารดีๆ ก็เข้าไปตัดทะลายปาล์ม เดือนละ 2 ครั้ง อันนี้ทำให้ความยุ่งยากลดลง โดยเฉพาะการหา “แรงงาน”  เรื่องของแรงงานนั้นสำคัญมาก การปลูกยางเขาต้องการแรงงานที่เรียกว่าแรงงานฝีมือจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันก็หายากมาก ทั้งๆที่รายได้ของคนกรีดจะสูงก็ตาม นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาเลเซียเขาเบนเข็มมาปลูกปาล์ม แล้วลดเนื้อที่ปลูกยางลง

กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวของปาล์มนั้นไม่มีอะไรเลย ตัดเสร็จก็นำส่งโรงงานเลย ไม่ต้องมาทำขั้นตอนต่างๆเหมือนยาง ความจริงก็คือต้องรีบนำส่งโรงงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นเอง  การซื้อขายของโรงงานก็เป็นการขายเป็นกิโล ทั้งทะลาย ชั่งน้ำหนักรวมหน้าโรงงาน

มาพูดถึงราคาผลผลิตปาล์ม ปรากฏว่าตั้งแต่อดีตมาราคาทะลายปาล์มสดไม่ค่อยมีปัญหา ซึ่งเป็นเพราะความต้องการของตลาดมี “มาก” และ “กว้างขวาง” กว่ายาง ซึ่งน้ำมันปาล์ม นั้นเขานำไปใช้ประโยชน์ทั้งในอุตสาหกรรมบริโภคและอุปโภค และที่กำลังมีความต้องการมากๆ ก็คือการทำเป็นพลังงานทดแทนในรูปของ “น้ำมันไบโอดีเซล” นั่นไง การใช้น้ำมัน B5 ก็ต้องมีส่วนผสมของน้ำมันพืช 5%  น้ำมันปาล์มก็เป็นแหล่งวัตถุดิบ “หนึ่งเดียว” ที่เป็นไปได้ ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศเราถึงแม้ว่าจะพอดีๆกับการผลิต แต่คาดว่าต่อไปคงไม่พอ ต้องขยายเนื้อที่ออกไป ราคาปาล์มน้ำมันจากสวนนั้น เท่าที่ผ่านมาก็เป็นที่น่าพอใจแก่ชาวสวน จึงไม่ค่อยเห็นมีการประท้วงกันบ่อยนัก

 

 

การตัดสินใจ หรือการที่จะตอบคำถามว่า จะเอายาง หรือเอาปาล์ม นั้น ไม่ยาก ต้องดูพื้นที่ปลูก ดูดินฟ้าอากาศ ดูศักยภาพของตัวเอง ดูแรงงาน ส่วนการที่จะดูว่าราคาของผลผลิตยางหรือปาล์มในอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่าตัวใครตัวมัน ไม่มีใครบอกได้หรือรับประกันได้  หรือว่าหน่วยงานที่เป็นคนทำเรื่องราคาการซื้อขายจะบอกได้ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

 
 

Tags: , , ,

ถั่วงอก…เพาะกินง่าย ส่งขายได้เงิน

โดย ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์

อาหาร เป็นยา เป็นคำพูดที่พูดกันมากในยุคนี้ ซึ่งความจริงก็คือหากเรามีการกินอาหารที่ถูกต้องตามหลักการโภชนาเราก็อาจไม่ ต้องกินยา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือไม่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ถ้าอาหารไม่ดีพอก็คงต้องกินยา กินอาหารเสริม และอาจไม่สบายได้ อาหารที่อันตรายจะยิ่งส่งผลเสียต่อร่างกายมากยิ่งขึ้นเช่น อาหารที่มีสารพิษปะปนมา ดังนั้นในยุคนี้ผู้บริโภคซึ่งหมายถึงพวกเราทั้งหมดนั้นจะต้องช่วยตัวเองไปพลางก่อน ก่อนกินต้องนำมาล้างทำความสะอาด หรือพยายามหาพืชผลทางเกษตรที่ปลอดสารพิษ และที่น่าทำได้ในยุคนี้ก็คือปลูกกิน เองซะเลย
การปลูกพืชกินเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องมีพื้นที่ในบ้าน มีเวลา มีความรู้ ส่วนจะทำแบบพืชสวนครัว รั้วกินได้ก็ลำบากหน่อย เดี๋ยวเป็นห่วงอีก การปลูกพืชตั้งแต่หยอดเมล็ดจนเก็บมากินได้นั้นอย่างน้อยก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน ถ้าเป็นไม้ยืนต้นก็ใช้เวลาเป็นปีก็มี แต่มีพืชอยู่อย่างหนึ่งซึ่งถือได้ว่ามีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นสุด นั่นคือ “ถั่วงอก” ใช้เวลาไม่กี่วันก็เก็บกินได้
ถั่วงอก นั้นทางโภชนาการบอกว่ามีคุณค่าทางอาหารสมบูรณ์แบบ ความจริงเรากินกันเป็นเวลาช้านานแล้ว ฝรั่งน่ะซิที่ไม่เคยรู้จัก(กิน) กัน เมื่อคนเอเชีย ไปอยู่เมืองฝรั่งนาน ๆ เข้า เขาแอบดูเรากินก็เลยไดัศึกษาคุณค่าทางอาการ ศึกษาวิธีการปรุง(การทำครัว) เลยเข้าใจ และเผยแพร่ จนเดี๋ยวนี้ฝรั่งหันมากินถั่วงอกแบบเรากันอย่างแพร่หลาย คุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอกก็คือมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน มีกากใยมาก ดังนั้นถั่วงอกจึงช่วยในการกินและถ่าย
ถ้าเราไปซื้อถั่วงอกที่ตลาดสดมากิน เรามักเลือกพวกที่ขาวอวบมากกว่าพวกสีไม่สวย รูปร่างผอมเล็ก แต่เมื่อโลกมีการพัฒนา ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าบางคนหัวใส เอาอะไรมาใส่มาเติมทำให้สวย อร่อย ดูน่ากินมากขึ้น เก็บได้นานมากขึ้น เรียกได้ว่าตลาดต้องการอย่างไร ก็ทำให้อย่างนั้น ถั่วงอกในปัจจุบันจึงสวยงามมากกว่าสมัยก่อน แต่ทราบหรือไม่ว่าสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอาจมีอันตรายต่อสุขภาพของเราอย่างมาก เช่นอาจมีฮอร์โมน อาจมีสารฟอกขาว และสารแช่กันเน่าเสียชุบมา โดยคนกินไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีสารอะไร และมีปริมาณเท่าใดการที่จะเสี่ยงกินกันต่อไปก็ไม่ดีแน่
แนวทางหนึ่งที่อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ การเพาะกินเองเสียเลย ซึ่งดูดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน โดยในปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนามาแล้ว การเพาะถั่วงอกกินเองนี้นอกจากจะทำไว้กินเองในครอบครัว ถ้าเหลือก็อาจนำออกขาย หรือถ้ามีโอกาสมีทุน ก็อาจพัฒนาเป็นโรงงานขนาดใหญ่ผลิตถั่วงอกได้

การเพาะถั่วงอกนั้นขั้นแรกต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพดี โดยนำมาทำความสะอาด ทีนี้ถ้าจะลองเพาะในปริมาณน้อย ๆ ก็จะดี โดยการหาขวดน้ำมันพืชหรือน้ำอัดลมอะไรก็ได้ที่ใช้หมดแล้วขนาด 2 ลิตรนำมาตัดปากขวดออก ทำความสะอาด ใช้เมล็ดถั่วเขียวที่เตรียมไว้ 70 กรัม นำมาแช่น้ำอุ่นประมาณ 1 ชั่วโมง คัดเมล็ดเสียออก นำมาแช่น้ำอีก 1 คืน วันรุ่งขึ้นนำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วมาผึ่งตะแกรง เมล็ดจะพองตัวขึ้นมา ซึ่งจะได้ประมาณ 1 ถ้วยตวง นำมาใส่ในขวดน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ ปิดท้ายด้วยผ้าขนหนู รดน้ำให้ชุ่ม แล้วปิดด้วยพลาสติกดำเพื่อไม่ให้โดนแสงนำไปวางในที่ร่มและอุณหภูมิต่ำ(เย็น) ทิ้งไว้ 3 วัน ก็จะได้ถั่วงอกคุณภาพไร้สารพิษ กินได้สนิทใจ

อีกวิธีหนึ่ง อาจทำการเพาะโดยใช้หม้อดินก็จะได้ปริมาณมากขึ้น ซึ่งขั้นตอนจะคล้าย ๆ กับวิธีแรก โดยการนำเมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี 1 ขีด (100 กรัม) แช่น้ำ 1 คืน จนพองตัวจะได้ประมาณ 2 ถ้วยตวง นำมาผึ่งสักครู่ใส่ในหม้อดินปิดทับด้วยตาข่ายพีวีซีและผ้าขนหนู 2-3 ชั้น นำไปไว้ในที่ร่มและเย็น รดน้ำทุกวัน 3-4 ครั้งต่อวัน รดจนท่วมปากหม้อ แช่ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วเทน้ำออก โดยการคว่ำหม้อแล้วหงาย ตั้งไว้ที่เดิม พอครบ 3 วัน ถั่วงอกจะดันขึ้นมา เอาผ้าและตาข่ายออก ก็จะได้ถั่วงอกขึ้นมากินได้หลายมื้อ
การเพาะถั่วงอกทั้ง 2 แบบนี้สามารถผลิตถั่วงอกได้พอกินในครอบครัวและหลายมื้อ ซึ่งก็นำมาเก็บในตู้เย็นก็จะอยู่ได้ 4-5 วัน ถ้าหากมีทุนก็อาจขยับเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ซึ่งก็คงต้องค่อย ๆ ทดลองทำไปจนกว่าจะชำนาญ การทำกินเองหรือทำเพื่อจำหน่ายนั้น มีขึ้นตอนไม่มากและไม่จำเป็นต้องใส่สารเคมีอะไร เรียกได้ว่ากินแล้วปลอดภัย รายได้ก็มี คุณค่าทางอาหารก็สูง

Tags: , , ,

ลูกประคบ…ทำเองก็ได้..ง่ายจัง !!!

โดย ลัดดาวัลย์ กรรณนุช

งค์ประกอบของการทำสปา ก็มีการใช้ลูกประคบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ วันนี้จึงมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับลูกประคบมาให้เพื่อนๆได้เรียนรู้ หรือแม้แต่นำไปทำใช้เองได้สบายๆ

การทำลูกประคบ คือ การนำสมุนไพรที่เป็นยาสมุนไพร และมีน้ำมันหอมระเหย ชนิดต่างๆหลายชนิด มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำห่อด้วยผ้าดิบ รวมกัน แล้วนึ่งให้น้ำมันหอมระเหยในสมุนไพร ซึ่งเมื่อถูกความร้อนจะระเหยออกมาจะมีกลิ่นหอมและส่วนประกอบในสมุนไพรจะละลายเป็นน้ำมันออกมา จะซึมเข้าใต้ผิวหนังตามร่างกาย  เช่น ไพล ขมิ้นชัน  ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ มะกรูด การบูร

ลูกประคบมี 2 ชนิด คือ ลูกประคบสมุนไพรสดต้องรีบนำไปใช้ ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน  ในอุณหภูมิปกติ ต้องเก็บในตู้เย็นหรือภาชนะบรรจุพิเศษ และลูกประคบสมุนไพรแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน  สะดวกในการนำไปใช้

ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ ได้แก่

1. เหง้าไพล (Zingiberaceae) (500 กรัม) บรรเทาปวดเมื่อยลดการอักเสบ

2. ขมิ้นชัน (Turmeric) (100 กรัม) บรรเทาฟกช้ำ  เม็ดผดผี่นคัน

3. ผิวมะกรูด (Kaffir lime, leech lime) หรือ ผิวส้ม (Orange) (200 กรัม) บรรเทาลมวิงเวียนทำให้เกิดกลิ่นหอมละมุน

4. ตะไคร้บ้าน (Lemon Grass, Lapine) (100 กรัม) บรรเทาปวดเมื่อยลดอาการอักเสบ

5. ใบมะขาม (Tamarind) (100 กรัม) บรรเทาอาการคันตามร่างกาย  บำรุงผิว ชำระไขมัน หรือ ใบขี้เหล็ก (Cassod Tree, Thai Copper Pod) ช่วยละลายไขมันใต้ผิวหนัง  ทำให้หลับสบาย

6. พิมเสน (Borneo camphor) ) (30 กรัม) แต่งกลิ่น แก้พุพอง แก้หวัด

7. การบูร (Camphor) (2 ช้อนโต๊ะ) แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ  แก้พุพอง

8. เกลือแกง (salt) (1 ช้อนโต๊ะ) ช่วยดูดความชื้น ช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้อย่างสะดวก

9. ข้าวกล้อง (Brown rice) (100 กรัม) คั่วให้หอม ทุบให้แตก น้ำมันจากข้าวกล้องช่วยบำรุงผิวพรรณ เปล่งปลั่ง จากสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามิน อี (สูตรปรับปรุงจาก กรมการข้าว)

ประโยชน์ของการประคบ

1. บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ผืดตัวออก
2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ
3. ลดการติดขัดของข้อต่อ ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ผืดตัวออก ลดอาการปวด
4. ช่วยเเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเครียดทั้งปวง
อ้างอิง : ภาควิชาแพทย์แผนไทย วสส.พิษณุโลก   write by: หมออนามัยไกลบ้าน : UnityNature

วัสดุ/อุปกรณ์
เขียง มีด หม้อดินปากเล็ก เตา ครก ผ้าด้ายดิบ เชือกด้าย กะละมัง ทัพพี ถาด

การปรุงลูกประคบสมุนไพร

1. นำทั้งหมดมาหั่น  เสร็จแล้วใส่ในครกตำหยาบ ๆ นำไปตากแดดให้ แห้ง

2. นำสมุนไพรที่ตากแดดแห้งแล้วมาผสมกับเกลือ การบูรและพิมเสน มาผสมคลุกรวมกันในกะละมังจนกระทั่งเป็นเนื้อเดียวกัน  แล้วจึงนำมาห่อลูกประคบ

 

การห่อลูกประคบ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกประคบสะดวกใช้และสวยงาม

1.  นำส่วนทั้งหมดมาวางตรงกลางของผ้า เริ่มต้นจับมุมผ้าทีละ 2 มุม ขึ้นมาทบกัน จับจนครบทั้ง 4 มุม ให้รวบมุมผ้าที่ละมุม อีกครั้งหนึ่งจนครบอีกทั้ง 4 มุม

 

2.  แต่งชายผ้าให้เรียบร้อย ซ้อนกันเป็นชายเดียว  จากนั้นค่อย ๆจัดแต่งลูกประคบให้เป็นรูปทรงกลมที่สวยงาม มัดด้วยเชือกที่ทำเป็นห่วงคล้อง แล้วมัดปมให้แน่น

 

3.  การทำด้ามจับ  โดยการจับชายผ้าที่เหลือมาซ้อนกันให้เรียบร้อย  เสร็จแล้วพับเข้าหากันเพื่อเก็บซ่อนชายผ้าทั้งสองด้าน

 

4.  จัดแต่งและซ่อนชายผ้าเรียบร้อยแล้ว ให้พับปลายลงมาประมาณ กะประมาณความยาวก้านให้สวยงาม ม้วนทบด้ามให้เรียบร้อย ใช้ปลายเชือกเส้นเดิมผูกแบบเงื่อนตายให้แน่น อีกครั้งหนึ่ง

 

5.  ซ่อนปลายเชือกไว้ในซอกผ้าตรงรอยพับที่เป็นด้ามจับ  และเพื่อให้ลูกประคบมีความแข็งแรงสวยงาม คงทนต่อการใช้งาน  การทำเช่นนี้จะทำให้เชือกเรียงกันดูสวยงามและเป็นระเบียบ

   

วิธีประคบผู้ป่วย
1. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งประมาร 15-20 นาที
2. ใช้ผ้าจับลูกประคบขณะร้อน ยกขึ้นจากปากหม้อ
3. ใช้ลูกประคบแตะที่ท้องแขนตนเองทดสอบความร้อน
4. ช่วงแรก แตะลูกประคบ และยกขึ้นโดยเร็ว จนกว่าลูกประคบจะคลายความร้อนลง
5. จากนั้น จึงวางลูกประคบให้นานพอประมาณ แล้วกดเน้นบริเวณที่ต้องการ
6. เปลี่ยนลูกประคบเมื่อเย็นลง

ข้อห้าม หรือ ข้อจำกัดในการใช้ลูกประคบ
๑. ห้ามใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป
๒. ควรใช้ผ้าขนหนูรองบริเวณผิวหนังอ่อนๆ หรือบาดเจ็บ
๓. ควรระวังผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน อัมพาต เด็ก ผู้สูงอายุเพราะการตอบสนองต่อความร้อนช้า
๔. ไม่ประคบเมื่อมีอาการอักเสบ หรือ บวม ใน 24 ชั่วโมงแรก เพราะอาจบวมมากขึ้น

การเก็บรักษา
๑. ลูกประคบที่ทำครั้งหนึ่ง สามารถเก็บไว้ได้นาน 3-5 วันถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บได้ 7 วัน
๒. ควรผึ่งให้แห้งก่อนเก็บ ไม่ให้อับชื้น ถ้าเก็บในตู้เย็น จะเก็บได้นานมากขึ้น
๓. ลูกประคบที่แห้ง ก่อนใช้ควรพรมด้วยน้ำ หรือเหล้าขาว
๔. ลูกประคบที่มีสีเหลืองอ่อน หรือ จางลง แสดงว่าตัวยาในลูกประคบหมดสภาพแล้วจะใช้ไม่ได้ผล
๕. เมื่อต้องการจะนำไปใช้ใหม่  ต้องเปลี่ยนผ้าห่อลูกประคบผืนใหม่
๖. เวลาที่จะเก็บไว้ และเอามาใช้ใหม่ควรเติมเกลือ และพิมเสน การบูร อย่างละ 1ช้อนโต๊ะ

ที่มา : www.thaipun.com

Tags: , , ,

ข้าว : อาหารและยาประจำบ้านของคนไทย

โดย ลัดดาวัลย์ กรรณนุช สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว

 

เป็นที่รู้กันว่า คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลักในชีวิต และข้าวก็เป็นพืชของในผืนดินสุวรรณภูมินี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ พบว่าในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้พบซากฟอสซิลของข้าวที่มีอายุมากกว่า 5,000 ปี ในถ้ำแถวแม่ฮ่องสอน
คนไทยโบราณใช้ข้าวเป็นอาหารหลัก และยังใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบสำหรับใช้เป็นยาพื้นบ้านของไทย จากตำรายาไทยที่วัดโพธิ์ มีบทอธิบายว่าด้วยการใช้ข้าวเพื่อนำไปใช้ปรุงเป็นยา ตำรายาจีน และตำรายาอินเดียก็มีการใช้ข้าวเป็นยา เช่นกัน โดยการนำไปปรับสภาพก่อนนำมาปรุงเป็นยาต่างๆ ตำรายาไทย ที่พอจะรวบรวมได้มีดังนี้

ข้าวเปลือก : ข้าวเปลือกใหม่ที่ยังมีนวลหรือมีคาย (ขน) ติดอยู่ หากนำมาต้มน้ำดื่ม จะแก้กษัย มักให้เด็กกิน

ข้าวงอก : เป็นนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำ ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องจนเมล็ดข้าวเริ่มแตกตุ่มงอก แล้วนำมาชงน้ำร้อนดื่ม จะเป็นยาแก้ไข้ บำรุงกำลัง

น้ำข้าว : สมัยก่อน คนไทยหุงข้าวด้วยหม้อดิน และวิธีเช็ดน้ำ คือรินน้ำข้าวออก เมื่อข้าวหุงในหม้อเริ่มสุก น้ำข้าวนั้นสามารถใช้บรรเทาอาการท้องร่วง แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ

ข้าวตังก้นหม้อ : การหุงข้าวด้วยวิธีดั้งเดิม ทำให้มีแผ่นข้าวตังติดอยู่ที่ก้นหม้อ นำข้าวตังมาต้มน้ำเป็นน้ำข้าวตัง ใช้แก้หิวกระหาย บำรุงกำลัง กระตุ้นให้เกิดน้ำย่อย และช่วยระบบการย่อยอาหารได้ดี

ข้าวตอก : เด็กชาวนา จะคุ้นเคยกับขนมขบเคี้ยว ที่เป็นข้าวเปลือกคั่วจนเปลือกแตกหลุด ซึ่งผู้ใหญ่มักทำให้กิน โดยเฉพาะในยามที่ข้าวกำลังชูรวงเหลืองทองอยู่ในท้องนา เมื่อเติบโตจึงได้รู้ว่า ข้าวตอกนั้นเป็นยาที่ช่วยการเจริญธาตุ คือ ทำให้เด็กๆกินข้าวปลาอาหารได้มากขึ้น และยังใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ได้ด้วย

ข้าวเม่า : รู้จักกันดีว่าข้าวเม่าเป็นขนมไทยอร่อยมาก เป็นการนำเอาข้าวที่ยังไม่แก่จัดเต็มที่ มาทุบเอาเปลือกออก ตากให้แห้ง ก่อนจะกิน นำมาคลุก/นวด กับน้ำอุ่น โรยมะพร้าวขูด เกลือ น้ำตาล อร่อยมาก และยังเป็นยาเจริญธาตุและบำรุงกำลัง อีกเช่นกัน

ข้าวบูด : ข้าวหุงสุกเมื่อกินไม่หมดสมัยก่อน จะโรยให้ไก่กิน ตากแห้ง เก็บไว้ทำขนมไทยอื่นๆ แต่บางครั้งก็ลืมจนพบว่า ข้าวหุงสุกนั้นบูดไปซะแล้ว แต่ถ้าหากนำไปเคล้ากับน้ำเล็กน้อยพอเหนียว คุณย่าคุณยาย เคยใช้เป็นยาพอกหัวฝี เพื่อแก้ปวด และสามารถทำให้ฝียุบได้ โดยข้าวบูดนั้นดูดหัวฝีและหนองออกมาได้เพียงชั่วข้ามคืน

ข้าวกระยาคู หรือข้าวยาคู เป็นข้าวที่นำมาปรุงกับอาหารอื่นๆ เช่น พระอานนท์ปรุงข้าวกล้อง ถั่วเขียว และงาทำเป็นข้าวเหลวๆ ถวายพระพุทธเจ้า ตอนที่ประชวรด้วยโรคลมในท้อง ดังนั้นข้าวกระยาคูจึงเหมาะสำหรับโรคเกี่ยวกับท้อง แก้หิวกระหาย ชูกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลีย

ข้าวกล้อง : โบราณถือว่า การกินข้าวกล้อง จะเป็นยาวิเศษ รักษาโรคหลายอย่าง (เช่น เบาหวาน เพราะข้าวกล้องมีเยื่อใยมาก มีไขมัน แกมม่า ออไรซานอล) ใช้บำรุงกำลัง (มีสารสร้างพลังงาน) บำรุงเลือดเนื้อ (มีแร่ธาตุ วิตามิน ได้แก่ แร่เหล็ก วิตามิน เอ เป็นต้น) และป้องกันโรคเหน็บชา (มีวิตามิน บี 1, 2, ไนอะซิน และ อื่นๆ) เพราะข้าวกล้องเป็นเมล็ดข้าวที่ผ่านการกระเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดออกไปแล้วชั้นหนึ่ง โดยยังไม่ได้ขัดสีส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดออกไป ข้าวกล้องจึงมีสีของเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่ ถึง 3 ชั้น ที่มี สีเหลือง สีแดง แล้วแต่ชนิดของข้าว โดยยังมีส่วนของจมูกข้าวถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้เยื่อนั้นด้วย

น้ำนมข้าว : คือของเหลวที่ได้จากการสกัดจากรวงข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม หรือ รวงข้าวอ่อนที่ตัดมาเมื่อข้าวออกดอกแล้วประมาณ 10-15 วัน บีบเมล็ดข้าวจะเห็นของเหลวสีขาวขุ่น ลองชิมจะรู้สึกหอมและหวาน นำรวงข้าวอ่อนที่ตัดมา แล้วล้างฝุ่นออก จากนั้นนำมาปั่นกับน้ำสุก แล้วจึงกรองเอากากออก จะได้ของเหลวสีเขียวอ่อน นำของเหลวนั้นมากวนกับไฟอ่อนๆ เติมน้ำตาล หรือเหยาะเกลือเล็กน้อย ยกขึ้น เมื่อของเหลวเริ่มเดือด ใช้ดื่มเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังของผู้ป่วยหนัก หรือผู้ป่วยที่กำลังฟื้นไข้ บางตำราก็นำมาผสมกับนมวัวและน้ำตาล เป็นยาบำรุงกำลัง
ทุกๆส่วนของข้าว ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งที่เป็นอาหาร เป็นของใช้ในบ้าน และใช้ปรุงเป็นยาสามัญประจำบ้าน เพราะข้าว โดยเฉพาะส่วนของเมล็ด ทั้งเมล็ดข้าวอ่อน หรือ เมล็ดข้าวเปลือก มีสารอาหาร และสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นประโยชน์ที่จะใช้สำหรับกิจกรรมในชีวิตได้ทุกๆวัย

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนจะขอนำสูตรการใช้ประโยชน์จากข้าวมาให้เพื่อนๆ คือ ไอศกรีมหวานและเย็นที่เป็นทั้งอาหารว่างสำหรับเด็ก ผู้สูงวัย และ วัยหวานของหนุ่มสาวที่ชอบเข้าร้านไอสกรีม ทานกันไป หวานกันไป เฮ้อ ..น่ารักจัง
สูตรไอศกรีมจากข้าวเหนียวลืมผัว ซึ่งเป็นข้าวเหนียวดำที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวขาว คือ สาร แอนโธไซยานิน (Anthocyanin)เป็นสารที่ชลอการเกิดเซลมะเร็ง กินมากๆก็ได้ อร่อย แล้วยังปลอดโรคด้วย

ไอศกรีมข้าวกล้องงอก (จากข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัว)

-แช่ข้าวกล้องข้าวเหนียวดำ (พันธุ์ลืมผัว) 100 กรัม ในน้ำสะอาด ใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดข้าวสร้างสารอาหารเพิ่มขึ้น และรักษาสารอาหารอื่นๆ ที่จะละลายออกมาในน้ำแช่ข้าวกล้อง

-วิธีการทำน้ำข้าวกล้องงอก ข้าวกล้องที่เพาะงอกแล้ว และรวมน้ำที่แช่แล้วเติมน้ำให้ได้น้ำ 1 ลิตร ใช้วิธีการบดให้ละเอียด ต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิไม่สูง เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารในข้าวกล้องงอก ซึ่งจะใช้เวลานานมากและจะต้องคนขณะเคี่ยวน้ำอยู่ตลอดเวลา
วิธีการสะดวกในการทำน้ำข้าวกล้องงอก ให้ใช้ส่วนผสมข้าวกล้อง + น้ำ นำมาใส่ในเครื่องทำน้ำเต้าหู้สำเร็จรูป ใช้เวลา 20 นาที แล้วนำมากรองให้ได้น้ำข้าวกล้องงอก 1 ลิตร หรือ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม

-วิธีทำไอศกรีมน้ำข้าวกล้อง

-นำน้ำข้าวกล้องงอกมาผสมกับกะทิคั้นสด (ไม่ผสมน้ำ) และน้ำตาล ตามสูตร

-ปั่นน้ำไอศกรีมด้วยเครื่องปั่น (ขนาดเล็ก หรือ ขนาดอุตสาหกรรม) โดยใช้น้ำแข็งและเกลือสัดส่วน น้ำแข็ง : เกลือ = 3 : 1

น้ำข้าวกล้องงอก (ข้าวเหนียวลืมผัว) 1 กิโลกรัม

น้ำกะทิสด 1 กิโลกรัม

น้ำตาลทราย 200 กรัม

Tags: , , , , , ,

กินข้าวกล้อง…ไม่ต้องหาหมอ

By Dr.Lueang Lueang-A-papong

ถือได้ว่าความสัมพันธ์ของคนไทยกับ เรื่องของข้าวมีมาช้านานเป็นสิบๆปี จนอาจกล่าวได้ว่าข้าวเป็นพืชประจำ ชาติของชาวไทยไปแล้ว คนไทยกินข้าวตั้งแต่เด็ก ครบ 3 มื้อ ตั้งแต่เช้ายันเย็น ข้าวเป็นอาหารที่ให้พลังงานพื้นฐาน ส่วนจะกินกับกับข้าวอะไรคงเป็นเรื่องของภูมิปัญญา แต่สรุปแล้วก็คือ ทุกมื้อต้องมีข้าว การกินข้าวของคนไทยตั้งแต่โบร่ำโบราณมาแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลง หลายอย่าง ในสมัยก่อนเรากินข้าวที่มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนข้าวสมัยนี้ นับตั้งแต่มีโรงสี มีการสีและขัดข้าว ทำให้ได้ข้าวที่เรียกว่า ข้าวขาว ส่วนข้าวที่มีสีน้ำตาลที่เราเรียกว่า ข้าวกล้อง แทบไม่มีให้กินเลยในปัจจุบัน แต่เชื่อหรือไม่ว่าของดีที่อยู่ในข้าว นั้น ความจริงแล้วอยู่ที่เปลือกบางๆ ที่เราขัดออกไป คุณค่าทางอาหารหลายอย่างถูกขัดสีออกไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องของข้าวกล้องคงจะต้องกลับมาพูดกันอีกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ข้าวนั้นเอง
ชาวนาไทยปลูกข้าว เพื่ออาหารของชาวโลก
พื้นที่ปลูกข้าว ของประเทศไทยทุกปีจะมีประมาณ 60 กว่าล้านไร่ ซึ่งก็ใช้พื้นที่ไปประมาณ 1 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมด จะมีการปลูกข้าวหลายอย่าง ส่วนใหญ่แล้วข้าวที่ปลูกก็จะเป็นข้าวคุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันนี้มีระบบการปลูก 2 อย่าง คือ ข้าวน้ำตม กับข้าวนาดำ แต่ก็เป็นข้าวพันธุ์เดียวกัน การปลูกข้าวในปัจจุบันนี้เป็นข้าวไม่ไวแสง ซึ่งเกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์ ทำให้การปลูกไม่ต้องคำนึงถึงฤดูกาล ปลูกเมื่อไหร่นับวันเก็บเกี่ยวได้เลย แต่ที่จะต้องมีการคำนวณว่าจะมีน้ำ พอเพียงหรือไม่ ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ทำให้ชาวนาไทยปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง การปลูกข้าวโดยชาวนา เดี๋ยวนี้มีการพัฒนามาก ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นระบบการว่าจ้าง จึงแทบไม่เห็นมีประเพณีตามวิถีชีวิต ดั้งเดิมเรื่องการลงแขกอีกเลย โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวเป็นการใช้ เครื่องมือ เครื่องจักร ถ้าพูดถึงเคียว เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จัก การปลูกข้าวนั้นก็ยังเป็นที่ครหานินทาอยู่ ชาวนาไทยใช้ปุ๋ยใช้ยาจำนวนมาก จนทำให้ผู้บริโภคหวั่นวิตก แต่จริงๆแล้วจะต้องเจาะให้ลึก การทำนานั้นชาวนาไม่ได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ตามที่หลายคนคิด เพราะยังไงเสียการใช้ปุ๋ย แต่จะบอกว่าไม่ใช้เลยคงไม่ได้เพราะ ประเทศไทยมีภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อพืช จึงเท่ากับมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะ สมต่อศัตรูพืชไปในตัว การทำนาโดยชาวนาไทยก็ยังถือเป็นอาชีพหลักที่ ปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคน และดูเหมือนว่าจะลดลงตามพื้นที่ แต่ก็ไม่จริงเพราะพื้นที่ดินไทยยังเหมาะแก่การปลูกข้าวอยู่ เรื่องกังวลใจที่ว่าจะเอาพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะพืชพลังงานมาแย่งที่นา นั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่ทำนาก็คือพื้นที่ดินที่เหมาะสมแก่การ ทำนาอย่างเดียว
การปลูกข้าวโดยชาวนาไทย เมื่อได้ข้าวก็จะนำส่งโรงสีเป็นอันหมดขั้นตอนและการดำเนินงานของ เกษตรกรชาวนา ระยะการเพาะปลูกแบบใหม่นี้ทำกันมานมนานจนทำให้วิถีชีวิตของ ชาวนาไทยเปลี่ยนไปสิ่งที่ตกอยู่ในพื้นดินเดิม อันได้แก่ ฟาง แกลบ ก็จะออกจากพื้นที่เข้าสู่โรงสี การต่อรองราคาแทบเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะโรงสีเป็นผู้กำหนด ชาวนาใช้พื้นที่นาของตนเองปลูกข้าว และส่งข้าวออกนอกพื้นที่ สุดท้ายก็คือ ซื้อข้าวกลับมากินในพื้นที่
โรงสี กับชาวนาไทย
กระบวนการสีข้าวนั้นเกิดจากโรงสีในยุคที่มีเครื่องจักร เข้ามาในประเทศไทย โรงสีทำการแยกแกลบ ต่อจากนั้นจะมีการขัดข้าวโดยนำ เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวออก เพื่อให้เหลือเมล็ดข้าวเป็นสีขาว เงางามเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปบนโต๊ะอาหาร ข้าวที่ใช้บริโภคก็จะมีแต่ที่เราเรียกกันว่า “ข้าวขาว” นั้นเอง กระบวนการสีข้าวของโรงสีนั้น แทบจะไม่มีการสีข้าวครั้งเดียวเพื่อแยก แกลบออก จะมีกระบวนการขัดข้าว โดยขัดเอาเยื่อและจมูกข้าวออก จึงเชื่อว่าจะทำให้ข้าวที่เรียกว่า “ข้าวกล้อง” นี้มีรูปร่างหน้าตาดี และยังเก็บรักษาง่ายกว่าข้าวที่ไม่ขัด เพราะฉะนั้นจึงพบเห็นได้แต่ข้าวสาร ที่มีเมล็ดขาวอยู่ทั่วไป
ข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีการสีเฉพาะแกลบออก และไม่มีการขัดเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว และจมูกข้าวออก เราเรียกว่า ข้าวกล้องในสมัยก่อนว่า “ข้าวซ้อมมือ” หรือ “ข้าวแดง” ในสมัยก่อนที่จะมีโรงสี ชาวบ้านจะตำข้าวกิน จึงเป็นที่มาแห่งคำว่า “ข้าวซ้อมมือ” ข้าวกล้องเป็นข้าวที่คนไทยรู้จักและก็อยากกิน แต่ในชีวิตประจำวันนั้นเรามีโอกาสได้เห็นได้กินไม่มากนัก ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ถูกยอมรับว่ามีประโยชน์มาก เพราะมีคุณค่าทางอาหาร แต่ในเรื่องของเทคโนโลยี และวิถีชีวิตสมัยใหม่อย่างไรก็ไม่รู้ จึงทำให้ข้าวกล้องแทบจะไม่มีใคร ได้เห็นได้กินเลย
คุณค่าข้าวกล้อง.. ไม่ต้องพูดถึง
ข้าวกล้อง จัดเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากโดยจะมีวิตามิน และแร่ธาตุมากเท่าข้าวขาว มาพูดถึงเรื่องของประโยชน์กันต่อ คือ เบื้องต้นข้าวกล้องมีกากอาหารมากกว่าข้าวขาว ทำให้ท้องไม่ผูก จึงป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ วิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ธาตุฟอสฟอรัสช่วยให้ร่างกายเจริญเติบ โตดี ธาตุแคลเซียมทำให้กระดูกแข็งแรง ธาตุสังกะสีช่วยสร้างเม็ดโลหิต ธาตุเหล็กช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
สมัยก่อนเมื่อ 300 ปีมานี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ จนกระทั่งมีหมอชาวเนเธอร์แลนด์ ชื่อ คริสเตียน ไอค์มา ให้ความสนใจเรื่องนี้ และมีการทดสอบในกลุ่มคนที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก โดยสังเกตจากการให้ไก่ที่เลี้ยงไว้กินข้าวขาว อีกกลุ่มหนึ่งให้กินข้าวที่ไม่ได้สีเอาเปลือกออก พบว่า กลุ่มแรกมีอาการอ่อนเพลียคล้ายคนที่เป็นโรคนี้ เขาจึงทำการหาสาเหตุและพบว่า ในข้าวที่มีเปลือกอยู่นั้นมีวิตามินบี 1 อยู่ ซึ่งไก่ที่กินข้าวขาวอย่างเดียวจะขาดวิตามินบี 1 ต่อมาจึงเรียกโรคชนิดนี้ว่า “โรคเหน็บชา” การกินอาหารโดยเฉพาะข้าวนั้น จึงนับว่ามีความจำเป็น เพราะหากเรากินทุกมื้อ ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นคุณค่าทางอาหารจริงๆ ถ้าเรากินข้าวกล้อง 1 จาน จะเท่ากับมีความจำเป็นต้องกินข้าวขาว 4 จาน จึงจะได้วิตามินบี 1ในปริมาณที่เท่ากัน หรือต้องกินข้าวขาวจำนวน 5 จาน จึงจะได้วิตามินบี 6 ในขณะที่ถ้าต้องการวิตามินบี 2 เราต้องกินข้าวขาว 2 จาน โรคเหน็บชาเกิดจากการขาดวิตามินบี 1 ในทางโภชนาการ พบว่า ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาวถึงประมาณ 4 เท่า (385%) เพราะนั้น การกินข้าวของคนไทยที่เปลี่ยนไปนี้จะต้องกลับมาทบทวนว่าจะกิน อย่างไรให้ได้คุณค่า

ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่หากินได้ยาก ทั้งนี้เพราะว่าการเก็บรักษายาก เพราะมีมอดขึ้นง่ายกว่าข้าวขาว แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ข้อดีของข้าวกล้องในทางอ้อมก็คือ ข้าวกล้องนั้นมีส่วนช่วยในการ ประหยัดพลังงาน เพราะโรงสีไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานในการขัดข้าว ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าลองกินข้าวกล้องในปริมาณน้อยๆ จะมีความรู้สึกว่ารสชาติไม่อร่อย บางคนบอกว่ากินข้าวกล้องแล้วรู้สึก แข็งๆเวลาเคี้ยวในปาก ก็อาจมีวิธีการอื่นคือ ใหม่ๆให้เอาข้าวกล้องผสมกับข้าวขาว แล้วค่อยๆปรับสัดส่วนให้มากขึ้น ถามจริงๆว่าอยากกินข้าวกล้องไหม ก็ต้องตอบว่าอยากกิน แต่โอกาสหากินยาก แทบไม่มีข้าวกล้องให้กิน ข้าวกล้องก็จัดเป็นธัญพืชเดียวกับข้าวขาวนี้แหละ เพียงแต่ว่าไม่มีกระบวน การเอาของดีไปใช้อย่างอื่นหรือไปให้หมูกิน ข้าวกล้องน่าจะให้ประชาชน ชาวไทยกินเพาะมีวิตามินหลายตัวที่ทำให้ฉลาด และร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรค

มาเถอะคนไทย..กินข้าวกล้อง ไม่ต้องหาหมอ

จาก…พรชัยไร้สาร(ะ)

Tags: , , , ,

การเลือกบริโภคน้ำมันพืช จากสัดส่วนของกรดไขมัน

โดย ลัดดาวัลย์ กรรณนุช สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว

     ทุกวันนี้การปรุงอาหาร มีการใช้น้ำมันพืชเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยความรู้เบื้องต้นว่า น้ำมันพืช มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย อาจจะเข้าใจมากไปอีกว่า กรดไขมันอิ่มตัวที่ว่านั้น คือไขมันที่จะจับตัวเป็นไข และทำให้เกิดปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือ คลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดสูง นั่นเอง…

     เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วเราควรจะเลือกบริโภคน้ำมันพืชชนิดใดแน่ บทความนี้ จึงใคร่ขอเสนอข้อมูล สำหรับการเลือกใช้น้ำมันพืชชนิดต่างๆที่มีขายในท้องตลาด เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ต่อไป โดยจะเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานของกรดไขมันในองค์ประกอบของน้ำมันพืชต่างๆ

องค์ประกอบของกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

โดยทั่วไปในน้ำมันพืช พบว่ามีกรดไขมัน อยู่ 3 ชนิด ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ คือ

  1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid: SFA)
  2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid: UFA) แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Mono-unsaturated Fatty Acid : MUFA)
– กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Poly-unsaturated Fatty Acid : PUFA)

     คุณสมบัติของกรดไขมัน ทั้ง 3 ในน้ำมันพืช ชนิดต่างๆ มีองค์ประกอบของสารอาหารที่หลากหลาย ทำให้มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคแตกต่างกัน และกรดไขมันทั้ง 3 ชนิดนี้ ก็เป็นส่วนประกอบอยู่ในน้ำมันพืชและสัตว์ในปริมาณที่ต่างกัน จึงมีผลให้การบริโภคน้ำมันพืชต่างชนิด ก็จะมีคุณประโยชน์และโทษต่างกัน

     เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันก่อนเลือกบริโภคน้ำมันพืช จากการโฆษณาในที่ต่างๆ เป็นการเสนอสรรพคุณสารอาหารของน้ำมันพืชแต่ละชนิดโดยมิได้มีการเปรียบเทียบ หรือชี้ชัด ทำความเข้าใจให้เลือกใช้น้ำมันพืชต่างๆอย่างเหมาะสม บทความนี้จึงขอแนะนำทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลองค์ประกอบของสารอาหารในน้ำมันต่างๆ ดังนี้

     ความหมายของกรดไขมัน ทั้ง 3 ชนิด และคุณสมบัติที่มีต่อสุขภาพร่างกาย คือ

     1. กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) เป็นกรดที่มีโครงสร้างคาร์บอนที่เกาะเรียงกันเป็นตับ และทุกโมเลกุลของคาร์บอน จะมีไฮโดรเจนจับไว้เต็มหมด ทำให้เป็นสารเฉื่อยและจับตัวเป็นไขได้ง่าย เมื่อกินเข้าไป ก็จะทำให้มีการตกตะกอนในหลอดเลือดจนเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ง่าย

     2. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) เป็นกรดที่มีโครงสร้าง คาร์บอนตำแหน่งเดียว ที่เป็นดับเบิ้ลบอน เป็นคาร์บอนที่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี  ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญ (Metabolism) ในร่างกาย  ซึ่งดีต่อการลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวนี้ จะไม่แตกตัวเป็นอิสระอีกเมื่อถูกความร้อน แม้จะถูกความร้อนหลายๆครั้ง นับเป็นคุณสมบัติของน้ำมันพืชที่มีกรดชนิดนี้ สามารถนำไปปรุงอาหาร ด้วยวิธีการ ทอด และผัดได้อย่างปลอดภัย

     3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) เป็นกรดที่มีโครงสร้างคาร์บอนหลายตำแหน่ง ที่เป็นดับเบิ้ลบอน เป็นคาร์บอนที่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นคุณสมบัติที่ดีต่อการลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด  แต่พบว่าการใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ที่มีการใช้ความร้อนปรุงอาหาร จะต้องระวังมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว  เพราะการใช้ความร้อนกับน้ำมันที่มีกรดชนิดนี้ จะทำให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนหลายตำแหน่ง เกิดการแตกตัวเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย และน้ำมันที่ผ่านความร้อนเช่นนี้ จะกลับไปมีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว คือจับตัวเป็นไขในเส้นเลือด ซึ่งเป็นอันตรายต่อการบริโภค

     การเลือกบริโภคน้ำมันพืช จึงมีเกณฑ์ที่ให้พิจารณาโดย องค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) แนะนำให้เลือกใช้น้ำมันพืชที่มีสัดส่วนของกรดไขมันทั้ง 3 ชนิด ดังนี้

 

กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA)

คือ 1   :    1.5    :    1

 

     ซึ่งหมายความว่า องค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ได้แนะนำให้เลือกบริโภคน้ำมันที่มีปริมาณของ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA)ในปริมาณน้อย และให้เลือกบริโภคกรด ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA)มาก

     พบว่า สัดส่วนของกรดไขมันใน น้ำมันรำข้าว มีปริมาณของ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA)  กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) และ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ในปริมาณที่สอดคล้อง..ใกล้เคียงกับสัดส่วนที่ WHO แนะนำ

     จากค่าวิเคราะห์องค์ประกอบของกรดไขมันทั้ง 3 ชนิดนี้ ในน้ำมันรำข้าว เปรียบเทียบกับน้ำมันพืช และน้ำมันสัตว์อื่นๆ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

  

ไขมัน

ค่าวิเคราะห์ (ร้อยละ)

สัดส่วน

SFA

MUFA

PUFA

SFA

MUFA

PUFA

ปริมาณที่แนะนำ
( โดย WHO )

28.6

42.8

28.6

1

1.5

1

ไขมันจากพืช

น้ำมันรำข้าว
น้ำมันมะกอก
น้ำมันคาโนลา
น้ำมันมะพร้าว
น้ำมันดอกทานตะวัน
น้ำมันปาล์ม
น้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันดอกคำฝอย
น้ำมันข้าวโพด
น้ำมันถั่วลิสง
น้ำมันเมล็ดฝ้าย
น้ำมันปาล์มเคอเนล

 

18
14
6
92
12
50
16
10
13
17
28
86

 

45
77
58
6
21
39
24
15
20
37
22
12

 

37
9
36
2
67
10
60
75
62
40
27
2

 

1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1

 

2.50
5.50
9.67
0.07
1.75
0.78
1.50
1.50
1.54
2.18
0.79
0.14

 

2.06
0.64
6.00
0.02
5.58
0.20
3.75
7.50
4.77
2.35
0.96
0.02

ไขมันจากสัตว์

น้ำมันไก่
น้ำมันหมู
น้ำมันจากเนื้อ
เนย

 

27
40
52
60

 

48
47
44
30

 

20
12
5
5

 

1
1
1
1

 

1.78
1.18
0.85
0.50

 

0.74
0.3
0.10
0.08

     นับเป็นเรื่องที่คนไทยควรยินดีที่นักวิทยาศาสตร์สาขาโภชนาการ พบว่า น้ำมันจมูกข้าว มีกรดไขมันที่ดีที่สุดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับคำแนะนำของ WHO

 

 

Tags: , , ,

ชาเปลือกส้มโอ

โดย สมหมาย คณานิตย์ [KU30] และภรรยา

บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย นนทบุรี

ชาเปลือกส้มโอ

Citrus maxima Merr.

Pomelo

 

เปลือกและผิวส้มโอ มีคุณสมบัติช่วยขับลมในกระเพาะ-ลำไส้ ขับเสมหะ แก้ท้องอืด ช่วยย่อย แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยระบาย บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย เหมาะที่จะรับประทาน หลังอาหารและยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ เช่น Escherichia coli, Staphylococcus aureus ได้
ถ้าผสมดอกส้มจะช่วยให้นอนหลับ บำรุงประสาท (สามารถชงดื่มโดยเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ช่วยป้องกันมะเร็ง เนื่องจากลดการผลิตเอนไซม์ฮัยยาลูโรนิเดส(hyaluronidase)จึงลดการถูกทำลายของผนังเซลล์ได้…ควรทานหลังอาหาร) และบรรเทาอาการหอบหืดได้

ส้มโอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus maxima Merr.
วงศ์ RUTACEAE

เนื้อส้มโอ ..ประกอบด้วย วิตามินซี และแคลเซียม,มีสารเพกติน (pectin)สูง
– ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด
– ช่วยควบคุมน้ำหนัก
– กระตุ้นการเจริญของเนื้อเยื่อบุผิวในลำไส้ใหญ่ ลดการอักเสบเป็นแผล
– ช่วยเจริญอาหารหากทานก่อนอาหาร
– ทานหลังอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพ
และยังมีสาร โมโนเทอร์ปีน(monoterpene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทำหน้าที่กวดจับสารก่อมะเร็ง

เปลือกส้มโอ : ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด
– ฟลาโวนอยด์ กลัยโคซัยด์ (flavonoid giycosides) ซึ่งมีรสขม
– และกลุ่มที่ไม่มีรสขม “non-bitter ”flavonoid เช่น เฮสเพอริดิน (heaperidin)
– เพกติน (pectin) และสารอื่นๆเช่นน้ำมันหอมระเหย
ซึ่งฟลาโวนอยด์ เฮสเพอริดิน (hesperidin) และ นาริงจิน (naringin) ในเปลือกส้มและเยื่อส้ม (หรือcitrus biofravonoid และ vitamin P ) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหลอดเลือด

สรรพคุณทั่วไปของเปลือกส้ม อ่านได้จากชาเปลือกส้ม

ดอกส้มทุกชนิด ชงเป็นชาบำรุงประสาท ทำให้นอนหลับ กระตุ้นน้ำย่อย ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้ และท้องผูก

Tags: , , , ,

เรื่องกล้วยๆ

โดย สมหมาย คณานิตย์ [KU30] และภรรยา

บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย นนทบุรี

เรื่องกล้วยๆ 

กล้วยเป็นอาหารประจำธาตุทั้ง ๔ ของร่างกาย
กินกล้วยเสริมธาตุบำรุงร่างกาย


คุณสมบัติของกล้วย 

ช่วยเสริมสร้างพลังสมอง(Brain Power)  เพราะในกล้วยประกอบด้วยสาร Noradrenaline และ Dopamine : ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท  ช่วยบำรุงสมอง โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมจะมี กรดอะมิโน ที่ชื่อว่า อาร์จินิน และ ฮีสติดีน ซึ่งกรดอะมิโนทั้งสองตัวนี้ เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตในทารก (กล้วยน้ำว้าปิ้งขูดเอาแต่เนื้อให้เด็กกิน)  
แร่ธาตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในกล้วยคือ…มีโปแตสเซียมสูง  จึงไม่เหมาะที่จะทานเวลากลางคืน หรือ
ก่อนนอน เพราะจะทำให้แน่นท้อง หรือแน่นหน้าอกได้ วันหนึ่งๆ ไม่ควรทานเกิน 4-5 ผล /วัน บางคนอาจจะรู้
สึกวิงเวียน เวลารับประทาน อาจเอาไส้กล้วยออกก็ได้ เพราะโปแตสเซียมจะอยู่ที่ไส้ของกล้วยในกล้วยประกอบไปด้วยน้ำตาล ซูโคส ฟรุคโตส และกลูโคส

กล้วยมีความจำเป็นต่อระบบประสาท(Nerves system)
วิตามินที่มีมากอยู่ในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียด และยังประกอบไปด้วย Tryptophan
เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงเป็น Serotonin ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกาย
รู้สึกผ่อนคลาย สดใส และมีความสุขนอนหลับสบาย คลายซึมเศร้า
  

ผลในการควบคุมความดันโลหิต (Blood Pressure)
ทั้งกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าจะมีเกลือโปแตสเซียมสูง เป็นตัวช่วยปรับความดันโลหิต
ลดความเสี่ยงความดันได้ เนื่องจากทานกล้วยประจำช่วยลดความเครียด ประสาทอัตโนมัติ ก็จะลดการหลั่ง
อะดรีนาลิน ทำให้หัวใจเต้นช้าลง การหดตัวของหลอดเลือดก็จะไม่รุนแรงทำให้ความดันไม่สูง
ช่วยปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย(Temperature Control)

โรคโลหิตจาง( Anemia)
ธาตุเหล็กในกล้วยสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิต Hemoglobin
ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้

เสริมสร้างบุคลิกภาพ (Body Builder)
เพิ่มความแข็งแรง(Strength)และทนทาน(Endurance)ของกล้ามเนื้อ

ในกล้วยประกอบด้วยวิตามิน B6 แมกนีเซียม  ทริปโตเฟน  อาร์จินีน ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเสปิร์ม
และมีผลต่อพลังทางเพศ  รับประทานวันละ 2 ผลสามารถเพิ่มพลังงาน
ได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายได้นานถึง 90 นาที
(ควรงดอาหารมันๆ ดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ)
จัดเป็น Non-Steroid  / Anabolic Mineral Support Formular เหมาะสำหรับนักกีฬา
 

ลดภาวะ pms ( premenstrual syndrome)
เหมาะสำหรับสุภาพสตรี ช่วยลดภาวะ ความเครียด ท้องอืด ปวดท้อง ปวดหัว
ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมน
  

แก้ปัญหาท้องผูก(Constipation)
ควรรับประทานกล้วยสุกมากๆ เพราะประกอบไปด้วยเส้นใย หรือสารเพกติน (pectin)
ช่วยให้ระบบการขับถ่ายในร่างกายดีขึ้น
ช่วยต้านทานการเกิดโรคกระเพาะ-ลำไส้เป็นแผล
ช่วยเคลือบผนังกระเพาะ-ลำไส้
 

รักษาแผลในกระเพาะลำไส้
1. กล้วยหอม  ช่วยเคลือบผนังกระเพาะ-ลำไส้ ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไม่ไปกัดแผลที่ผนังกระเพาะและ-ลำไส้
2. ผงกล้วยดิบ  เนื่องจากกล้วยดิบจะมีรสฝาด เนื่องจากมีสารแทนนิน จะช่วยรักษาแผลในกระเพาะ
และลำไส้ได้  ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย อันเกิดจากโรคในกลุ่ม
Escherichia coli, Vibrio cholerae, Salmonella group B, rotavirus
ในทางการแพทย์ตะวันออกแนะนำว่า…
อาหารที่มีรสฝาด เกิดจากธาตุดินและลม จะช่วยรักษาความผิดปกติของธาตุไฟ (ระบบการย่อยอาหาร )
อาหารที่มีรสเปรี้ยว เกิดจากธาตุดินและธาตุไฟ  จะช่วยเพิ่มความร้อน ช่วยลมหมุนเวียนไม่ติดขัด
(นั่นคือช่วยกระตุ้นน้ำย่อย กระตุ้นการย่อยอาหาร การดูดซึม และการไหลเวียนโลหิต หรือการนำพาสารต่างๆไปสู่เซลล์)
ดังนั้นการรักษาโรคกระเพาะ-ลำไส้  ต้องอาศัยอาหารหรือสมุนไพรที่มีรสฝาดเปรี้ยว
ตัวอย่างเช่น สมอไทย มีรสฝาดเปรี้ยวในตัวเอง …แต่ถ้าเป็นผงกล้วยจะมีรสฝาดอย่างเดียว
ถึงจะสมานแผลได้แต่ทานมากๆ ก็อาจท้องผูกได้เช่นกัน  ทานร่วมกับวุ้นว่านหางจระเข้ก็ได้เพราะมี
รสเปรี้ยว แต่ไม่ระคายเคืองกระเพาะ  ปลอดภัยหาย 100%

เมาค้าง(Hangovers)
วิธีแก้เมาค้าง แบบกล้วยๆ ทานกล้วยหอมกับน้ำผึ้ง
เนื่องจากวิตามิน และเกลือแร่ในกล้วยกับน้ำผึ้งจะช่วยทดแทนสิ่งที่ร่างกายสูญเสียไป
และช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำงานได้เร็วขึ้น
  

การรับประทานกล้วยตามธาตุ

ธาตุไฟ    เป็นคนที่ระบบการย่อยอาหารดี  ดังนั้นสามารถทานได้ทั้งกล้วยสุก กล้วยปิ้ง กล้วยดิบ
ถ้ามีปัญหาท้องอืดบ่อยๆ ให้ทานกล้วยสุกก่อนมื้ออาหารกลางวัน  ไม่ควรทานมากจะทำให้เวียนหัว

ธาตุลม    ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่น้ำหนักน้อย ระบบการย่อยอาหารไม่ค่อยดี มักท้องผูก
ควรทานกล้วยสุก เพราะจะหวานมีปริมาณมากจะให้พลังงานสูง และไม่ควรทานตอนบ่าย
โดยเฉพาะคนสูงอายุ เนื่องจากลมกำเริบตอนบ่ายอาจทำให้แน่น

ธาตุน้ำ  ส่วนใหญ่จะเป็นคนสมบูรณ์ มีปริมาณน้ำและไขมันในร่างกายมาก
ไม่ควรทานกล้วยสุกตอนเย็น ควรทานตอนเช้า เพราะจะช่วยให้หิวอาหารช้าลง 
ทานแทนอาหารเช้า(ขนมปัง) ก็ได้
ถ้าบ่ายๆควรเป็นกล้วยปิ้ง เพราะกล้วยปิ้งย่อยยาก จะช่วยให้ทานอาหารมื้อเย็นลดลง

ธาตุดิน   เป็นคนที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง การรับประทาน สามารถทานได้ทั้งกล้วยสุก
กล้วยดิบ กล้วยปิ้ง กล้วยนึ่ง ยกเว้นคนที่ท้องผูกบ่อยๆ ควรทานแต่กล้วยสุก

หลักการรับประทานอาหารตามธาตุเพื่อลดความเจ็บป่วย
สาเหตุของความเจ็บป่วย

1. ความโลภ ทำให้ลมแปรปรวน  ทำให้ไม่เจริญอาหารหงุดหงิดง่าย  อารมณ์ก็แปรปรวน
ควรทานอาหารร้อนๆ ทำให้กล้ามเนื้อต่างๆผ่อนคลาย ประสาทไม่ตึงเครียด  งดของขมๆ

2. ความโกรธ  ทำให้ไฟ(ปิตะ)แปรปรวน  จะทำให้เลือดในตัวพุ่งพล่าน อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น
ความดันสูงขึ้น ปวดศีรษะ ปวดคอ
ควรทานอาหารรสขม จำพวกมะระ หรือผักต้ม งดเนื้อสัตว์  ไม่ควรใช้การนวดแต่ฝึกสมาธิดีกว่า

3. ความหลง หรือโมหะ   คนกลุ่มนี้มักเกิดจากการกินหวานมากเกินไป ทานของมันๆ หรือทานแต่ของเย็นๆ
ทำให้ความร้อนในการเผาผลาญอาหารอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนพัฒนาไปเป็นความเจ็บป่วย
ควรทานน้ำอุ่นทุกเช้า และก่อนนอน ออกกำลังกายและตากแดดบ้าง
 มากินกล้วยกันเถอะ

Tags: , , , , ,

ธาตุเจ้าเรือน

โดย สมหมาย คณานิตย์ [KU30] และภรรยา

บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย นนทบุรี

ธาตุน้ำเจ้าเรือน


คนที่เกิด 20 มิถุนายน
ถึง 20 กันยายน

บุคลิกลักษณะ รูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณ   สดใส เต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามากท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง ความรู้สึกทางเพศดี
นิสัย  หากร่างกายสมดุล จะมีความจำดี รสนิยมเลิศ ใจกว้าง มีเหตูผล หัวศิลปะ
หากธาตุไม่สมดุล จะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน
ตัดสินใจช้า ไม่เด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
รสชาติอาหารที่ควรรับประทาน   รสเปรี้ยว ขม
เครื่องดื่ม  น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง
ผลไม้  ส้ม สับปะรด มะยม มะกอก กระท้อน มะดัน
ผักพื้นบ้าน  ขี้เหล็ก แคบ้าน ชะมวง ผักติ้ว ยอดมะกอก มะอึก ทานปลาจะดีที่สุด รับประทานโยเกิร์ต น้ำผึ้ง ไม่ควรทำงานหนักเพราะเป็นคนตัวหนักแล้วจะเหนื่อย อ่อนแรงง่าย
สุขภาพ  ขึ้นกับการทำงานของต่อมต่างๆ ในช่วงอายุ แรกเกิด-16 ปี มักมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก ตาแฉะ  ในฤดูหนาวมักเจ็บป่วยง่าย เพราะน้ำกำเริบ
โรคที่ควรระวัง โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต โรคต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ระบบทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ

ธาตุลมเจ้าเรือน


คนที่เกิด 20 มีนาคม
ถึง 20  มิถุนายน

บุคลิกลักษณะ  รูปร่างโปร่ง ผอมบาง ผิวหนังหยาบกร้าน ข้อกระดูกมักลั่น เมื่อเคลื่อนไหว ร่างกายไม่ค่อยมั่นคง – โยกเยก โคลงเคลง อวัยวะในช่องท้องทั้งหมด บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี ท้องผูก สลับกับ ท้องเสีย
นิสัย  คนธาตุลมจะเป็นคนคิดเร็ว เรียนรู้เร็ว ไหว พริบดี แต่ลืมเร็ว ปรับตัวง่าย เคลื่อนไหวเร็ว ช่วงเวลาแต่ละวันอาจมีเรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด มีความสุขง่าย มีเสน่ห์ ในทางกลับกันจะถูกกระทบง่าย เป็นคนน่ารัก มองโลกในแง่ดี มองโลกสวยงาม ไม่คับแคบ รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้  นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี
หากธาตุไม่สมดุล จะเอาความแน่นอนไม่ค่อยได้ ไม่ตรงต่อเวลา โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง
รสชาติอาหารที่ควรรับประทาน  รสเผ็ดร้อน
เครื่องดื่ม  น้ำขิง ,ข่า ,ตะไคร้,กานพลู
ผักพื้นบ้าน  ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริก กระทือ ผักชี ยี่หร่า
สุขภาพ  ส่วนใหญ่แล้วระบบย่อยอาหารทำงานช้ามาก มักประสบปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ หน้ามืด เป็นลม
ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักมีอาการหน้ามืด เวียนหัว เป็นลม ฤดูฝนจะเจ็บป่วยง่าย
โรคที่ควรระวัง  โรคเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ความดันโลหิตสูง อัมพาต หน้ามืด ใจสั่น หัวใจล้มเหลว เหน็บชา ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ธาตุดินเจ้าเรือน


คนที่เกิด 20 กันยายน
ถึง  20 ธันวาคม

บุคลิกลักษณะ  รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ล่ำสัน เจ้าเนื้อ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ กระดูกใหญ่ ข้อกระดูกหลวม เสียงดังหนักแน่น มีน้ำหนักตัวมาก น้ำหนักตัวมักขึ้นเร็ว แต่ลงช้า
นิสัย   สุขุมรอบคอบ เฉลียวฉลาด จิตใจหนักแน่น มีเป้าหมายในชีวิตสูง 
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเมื่อใดร่างกายเสียสมดุล จะขี้ใจน้อย ดื้อรั้น อารมณ์โกรธรุนแรง เมื่อเกิดความไม่มั่นใจจะเกิดลังเลซึมเศร้า
อาหารที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ   รสฝาด หวาน มัน เค็ม
เครื่องดื่ม   น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำมะตูม นมถั่วเหลือง น้ำแคนตาลูป น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำลูกเดือย น้ำข้าวโพด น้ำฟักทอง
ผลไม้    มังคุด ฝรั่ง ถั่วต่างๆ เงาะ
ผักพื้นบ้าน  ผักกระโดน กล้วยดิบ ยอดมะยม สมอไทย กระถินไทย กระโดนบก–น้ำ ผักหวาน ขนุนอ่อน สะตอ ผักโขม โสน
สุขภาพขึ้นกับ     “การขับถ่ายเป็นระบบ”
โรคที่ควรระวัง  โรคหัวใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ปวดข้อ ริดสีดวง มะเร็ง

ธาตุไฟเจ้าเรือน


คนที่เกิด 20 ธันวาคม
ถึง 20 มีนาคม

บุคลิกลักษณะ  มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมอ่อนนุ่ม หงอกเร็ว หัวล้าน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม กลิ่นตัวแรง ความรู้สึกทางเพศปานกลาง
นิสัย  หากธาตุมีความสมดุล จะเป็นคนคล่อง แคล่วไม่เห็นแก่ตัว โรแมนติก อบอุ่น จิตใจดีกล้าหาญ มั่นใจในตัวเองสูง
หากร่างกายเสียสมดุล  จะวู่วาม หงุดหงิด ขี้รำคาญ เข้าใจยาก
อาหารที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ  รสขม เย็น จืด
เครื่องดื่ม  น้ำแตงโม น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย
ผลไม้  แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ล
ผักพื้นบ้าน  ผักตำลึง สายบัว ผักกาดต่างๆ มะระ มะรุม ผักหนาม ผักปรัง มะเขือยาว กุยช่าย
สุขภาพ ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย เป็นคนเจ้าอารมณ์ มักเจ็บป่วยในฤดูร้อน เพราะธาตุไฟกำเริบ
เป็นคนที่ระบบการย่อยอาหารดีกว่าธาตุอื่นๆ
โรคที่ควรระวัง  โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของฮอร์โมน เบาหวาน ไทรอยด์ ระบบการย่อยอาหารอักเสบ ตับอักเสบ ภูมิแพ้ เวลามีไข้มักตัวร้อนจัด

Tags: , , ,

มาสำรวจหัวใจกับวัย 55 UP

โดย สมหมาย คณานิตย์ [KU30] และภรรยา

บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย นนทบุรี

                

เครียดจัด หรือโรคประสาทหัวใจ”
         - ปวดใต้ราวนมข้างซ้าย แปล๊บๆสั้นๆ
         - หัวใจเต้นเร็ว 100 ครั้ง/นาที
         - เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก

     หลอดเลือดแข็ง บริเวณหัวใจ”
 - หายใจไม่ทั่วท้อง ใจสั่น เจ็บหัวใจ ตาพร่ามัว หลอดเลือดในลูกตาแข็ง เนื้อที่ขาตาย

      “หัวใจขัด”
          - มักเป็นลมบ่อยๆถึงชัก คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
             ออกกำลังกายเหนื่อยหอบ แสดงว่า สมองรับโลหิตไม่เพียงพอ
      
      “เนื้อหัวใจตาย”    เกิดจากลิ่มเลือด  มักเกิดทันที
          – มักมีอาการอึดอัด เหมือนมีอะไรมาบีบหัวใจ หอบ แน่น สะอึก ท้องขึ้น อ่อนเพลีย
          ผิวหนังซีดเย็น ความดันต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว

หัวใจห้องซ้าย
* เมื่อลุกนั่ง หรือยืนแล้วเอามือยันข้างหน้ากับผนัง
จะหายใจลำบาก กระสับกระส่าย ตื่นเต้น เหงื่อแตก

หัวใจห้องขวา

    * มักบวมที่เท้าก่อน บวมๆยุบๆ บวมกลางคืน แล้ว
        ยุบตอนเช้า พอบ่ายๆบวมอีก แต่ถ้าเป็นนานๆจะ
        บวมทั้งขา ก้น ท้อง  เบื่ออาหาร ธาตุไม่ย่อย ท้องผูก

ภาวะแทรกซ้อนเมื่อไม่รักษาText Box: O
หัวใจโต เสี่ยงต่อหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์-อัมพาต

 

สมุนไพรกับการบำบัดและป้องกัน

หนุมานประสาน
 
          เหมาะจะเป็นสมุนไพรที่ควรมีปลูกไว้ในบ้าน พราะมีคุณสมบัติที่ดีอยู่หลายอย่าง
             1. ขยายหลอดลม เมื่อมีอาการเจ็บคอ เด็ดมาสัก 5 ใบต้มน้ำดื่ม
             2. ทำให้เส้นเลือดเหนียวและแข็งแรง ลดอาการเส้นเลือดฝอยแตกที่จอตาได้
                และยังป้องกันตาบอด หรือต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างเห็นผลแน่นอน (สาเหตุ    เกิดจากรอยรั่ว    หรือจากการขาดเลือด ทำให้เกิดตามัว    ยกเว้นกรณีเกิดจากการตกตะกอนโปรตีนในเลนส์ตาที่ต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นช่วย)
                          3 . รักษาอาการช้ำใน ตกเลือด หรือแผลฉีกขาดที่อวัยวะภายใน แต่ต้องใช้ร่วมกับใบบัวบก นำมาตำหรือปั่น คั้นน้ำดื่มถ้าใช้เดี่ยวๆ อาจไม่ได้ผล เพราะในบัวบกมี สเตียรอยด์และเอ็นไซม์ ที่มีผลทำให้ กลัยโคไซด์ในใบหนุมานประสานกาย ละลายและดูดซึมได้ดี ส่วนอัลคาลอยด์ก็จะละลายได้ดีในกรดอินทรีย์ ดังนั้นต้องใช้ร่วมกันจึงเกิดประสิทธิภาพ
                          4. ลดอาการชาที่ปลายประสาท ในผู้ป่วยเบาหวาน ห้ามเลือด ป้องกันเส้นเลือดสมองแตก พอกแผลสด ทำให้เลือดหยุดไหล แผลหายเร็ว แต่ถ้าเป็นแผลที่ต้องเย็บให้ระวังหน่อย  เพราะเมื่อพอกแผลแล้ว ผิวหนังจะเหนียวเย็บไม่เข้า    

ข้อควรสังเกตุ… ของโรคลมอัมพาต (เลือดออกในสมอง)  Apoplexy 
ก่อนมีอาการ มักมีเลือดออกในเนื้อตาชั้นในของลูกตา เป็นการ  บอกลาง ร้าย

น้ำมันงา
      สกัดเย็นโดยไม่ผ่านความร้อน   ( First cold Press Process)
     * มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายมาก ( Essential Fattyacid )  ที่เรียกว่ากรดลิโนเลอิค
        (Linolenic  acid) ป้องกันเกล็ดเลือด (Blood  Platelets) ที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม
      หรือที่เรียกว่า คล็อท (Clot)
        ซึ่งกรดนี้ร่างกายจะนำไปสร้างฮอร์โมน โพรสตาแกลนดิน – E 1 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้
            - ขยายหลอดเลือด
            - ช่วยลดความดันเลือด

     * Pinorezinoli  เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง
                      น้ำมันงา…สามารถรับประทานแทน แอสไพริน ได้เนื่องจากป้องกันการแข็งตัวของเลือด
                         ขนาดรับประทาน ทานวันละ 1-2 ช้อนชา ก่อนหรือพร้อมอาหารทันที
 และน้ำมันงายังมีความปลอดภัยกว่า เบบี้แอสไพริน (Baby aspirin) เพราะไม่ทำลายตับ ไม่ทำให้             เลือดไหลแล้วหยุดยากเหมือนยาเคมี   ที่สำคัญเมื่อเกิดอุบัติเหตุล้ม น้ำมันงาจะช่วยทำให้เส้นเลือด ประสานกันเอง ลดความเสี่ยงต่อเส้นเลือดสมองฉีกขาด หรือแตกจนเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต

                     * สาร Beta – sitosterol ช่วยลดการสร้าง “ลิวโคทรีน” leukotrine มีฤทธิ์ช่วยลด การอักเสบของเนื้อเยื่อได้
                     * งายังมีเลซิติน (Lecitin) ที่มีความสำคัญมากต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย เพราะเลซิตินเป็น ส่วนประกอบ ไขมันที่สำคัญมากในเซลล์ประสาท สมอง หัวใจ ไต และต่อมไร้ท่อ
การรับประทานน้ำมันงาเป็นประจำ 
… ช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิด “โฮโมซีสเตอีน” (Homocysteine)  คือการที่สารจำพวกไขมันไปเกาะ ที่หลอดเลือดหัวใจ สมอง ก่อให้เกิดปื้นนูน(plaque)  ส่งผลให้หลอดเลือดแดง   แคบลง                       
   น้ำมันงา สมุนไพรในบ้าน 
จากประสบการณ์ คนที่สูงอายุแล้วล้มในห้องน้ำ มักจะเส้นเลือดสมองฉีกขาด และอาจถึงแตก เป็นเหตุให้เกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตในที่สุด
ถ้าล้ม ไม่เกิน 2 ชั่งโมง ทำให้ผู้ป่วยรู้สติก่อน แล้วให้ทานน้ำมันงาทันที ขนาด 30 ซีซี (3 ช้อนแกง) ทุกวันวันละ 1-2 ครั้ง ทาน 7 วัน เส้นเลือดที่แตกก็จะ ประสานกันเอง ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
แต่ถ้ามีอาการปวดศีรษะ พูดไม่คล่อง หลังจากประสบอุบัติเหตุ ขอแนะนำสมุนไพรอีกชนิดที่ควร ทำติดบ้านเอาไว้ยามฉุกเฉิน 
    - มะขามป้อมสดทุบให้แหลก  (ช่วงนี้ยังพอมีขาย)
    - เถาบอระเพ็ดสด หั่นชิ้นเล็กๆ
    - โหลใส่มะขามป้อม และบอระเพ็ด แล้วเอาน้ำผึ้งเทให้ท่วม
      เอาเก็บไว้ตักทานบ่อยๆ วันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้  หรือจะเก็บเอาไว้ทานแก้เจ็บคอ หรือลดเสมหะ ในตอนเช้า  หรือคนที่สูบบุรี่มีเสมหะมาก ทานประจำก็ช่วยลดได้เช่นกัน  ส่วนคนที่เป็นเบาหวานกลัวน้ำตาล
ขึ้นสูง ก็ทานหัวหอมสดเข้าไปด้วย รับรองน้ำตาลในกระแสเลือดจะไม่เพิ่มแน่นอน

 
 

ใบบัวบก
     ต้มดื่ม  ใช้ใบสดๆ 20 กรัม ใส่น้ำตาลเล็กน้อย
     ต้มดื่มเป็นประจำช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ช่วยบำรุงสมอง แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ท้องเสีย  ร้อนใน

 
 

ใบหม่อน
     มีสาร Phytosterol ช่วยลดโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด กรด Aminobutyric acid
      ซึ่งมีบทบาทในการเป็น   neurotransmitter ในระบบ
      ประสาทส่วนกลาง ช่วยคลายเครียด
      มีสาร DNJ สามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้

 
 

ใบชะพลู
      ใบชะพลู รับประทานอยู่ประจำจะช่วยป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือดบริเวณหัวใจอันเนื่องมาจาก
      รับประทานอาหารทะเล  อีกทั้งยังรักษาได้ด้วย 

      แต่ไม่ควรทานต่อเนื่องนานๆเพราะมีออกซาเลตสูง  มีผลทำให้เกิดนิ่วในไต
      เมื่อออกซาเลต รวมตัวกับแคลเซียม และโคเลสเตอรอล(LDL)ในร่างกาย จะทำให้เกิดนิ่วได้


เก๊กฮวย
          ใช้รักษาอาการปวดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ(coronary heart disease)
          ดอกเก๊กฮวยแห้ง  600 กรัม แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
          นำมาต้ม เติมน้ำ  1200 cc.  ต้มเหลือ 1000 cc. 
          ทานครั้งละ 25 cc. วันละ 2 ครั้ง   นาน 2 เดือน

 

Tags: , , , ,